วันพุธที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2556

10 กระเบื้องสวย 10 สไตล์



หลังคาบ้านนอกจากจะต้องมีความทนทานเพราะต้องตากแดดตากฝนเป็นเวลาหลายปีแล้ว สีสันความสวยงามยังเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญ เพราะสามารถแสดงถึงตัวตนของผู้อยู่อาศัย และสไตล์ของบ้านได้เป็นอย่างดี แต่กระเบื้องมุงหลังคาก็มีให้เลือกมากมายทั้งลักษณะของลอนขนาด สีสัน และรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป ได้ e-life magazine ฉบับนี้จึงคัดสรรกระเบื้องมุงหลังคาแบบที่มีความโดดเด่นสวยงามไม่ธรรมดา

มาแนะนำให้คุณรู้จักเพื่อให้เลือกใช้กันได้อย่างถูกใจและเหมาะสมกับการใช้งานในบ้านของคุณ

1. CPAC Monier: NEOCLASS
กระเบื้องรูปลอนโค้งสีเขียวพาสเทลนุ่มนวล แต่สดชื่น ยังเพิ่มอารมณ์อ่อนหวานด้วยปลายกระเบื้องที่โค้งมน ด้วยดีไซน์ที่เรียบง่ายแต่มีรสนิยมสามารถปรับใช้ให้เข้ากับบ้านได้หลากหลายสไตล์

2. CPAC Monier: Contrass
เมื่อสีแดงร้อนแรง มาพบกับแดงเข้มขรึม จึงเกิดกระเบื้องสองสีในแผ่นเดียวที่มีความสวยโดดเด่น เมื่อนำไปใช้ หลังคาจะเกิดโทนสีที่ต่างกันไปทุกผืน เหมาะสำหรับคนชอบความมีเอกลักษณ์และกล้าที่จะสวยแบบไม่ซ้ำใคร

3. Prestige: Zenith
กระเบื้องแผ่นเรียบเท่ๆที่เหมาะกับบ้านที่ต้องการบรรยากาศสบายๆ มีการใช้เทคนิคเหลือบสีซึ่งทำให้หลังคาดูมีมิติ แสง เงา มากกว่าสีเดียว กระเบื้องรุ่นนี้ให้ความรู้สึกเหมือนบ้านเป็นรีสอร์ทในป่าเขตร้อน

4. Neustile: Stylish
รูปลักษณ์ใหม่ของกระเบื้องแผ่นเรียบที่ได้รับการพัฒนาให้มีความบางกว่ากระเบื้องแบบอื่นๆ ด้วยสีสันและดีไซน์ทำให้ Stylish เป็นกระเบื้องที่เหมาะกับบ้านสไตล์โมเดิร์น และเจ้าของบ้านที่ผู้รักสนุก มีความมั่นใจในการใช้สีสดใส

5. Neustile: Rustique

กระเบื้องที่ถอดแบบธรรมชาติออกมาได้สมจริงทุกรายละเอียด ทั้งสี ผิวสัมผัส แม้แต่ร่องไม้ และลายของซีกไม้ก็ยังให้ความรู้สึกเหมือนกับเป็นกระเบื้องมุงหลังคาที่ทำมาจากไม้จริงๆ เหมาะกับบ้านที่ต้องการให้มีบรรยากาศบ้านพักตากอากาศ

6. Neustile: Classic Oriental
ใครหลงรักหลังคาแบบไทยๆ คงจะถูกใจกระเบื้องมุงหลังคาที่มีลักษณะคล้ายกระเบื้องว่าวรุ่นนี้ที่ได้นำเอาความคลาสสิกแบบไทยๆ มาประยุกต์ให้มีความแข็งแรง ทนทาน รองรับระบบการติดตั้งที่ทันสมัยและมีมาตรฐานมากขึ้น

7. Exella: Lava
กระเบื้องเซรามิกที่ถอดแบบธรรมชาติมากจากหินลาวากันบ้าง ขึ้นชื่อว่ากระเบื้องเซรามิกแล้วไม่ต้องห่วงเรื่องความเงางาม แล้วยังมีลวดลายสมจริง เหมาะกับบ้านที่มีดีไซน์หรูหรา และสง่างาม

8. Ayara: Timber
กระเบื้องลายไม้ ซึ่งประยุกต์มาจากไม้แป้นเกล็ดที่ใช้มุงหลังคาในสมัยก่อน เมื่อนำมาผลิตด้วยไฟเบอร์ ซีเมนต์จึงมีความแข็งแรงมากขึ้น หมดปัญหาเรื่องปลวก และให้อารมณ์บ้านที่ใกล้ชิดธรรมชาติแบบสุดๆ

9. Excella: Grace
กระเบื้องมุงหลังคาเซรามิกสี Burgundy เหมาะสำหรับบ้านหลายสไตล์ มีความเรียบ แต่หรู สีกระเบื้องเป็นมันวาวทำให้หลังคาบ้านโดดเด่นแบบมีระดับ

10. Excella: CeraFino Modern
กระเบื้องที่มีดีไซน์สุดทันสมัยนี้มาพร้อมกับการปฏิวัติการมุงหลังคาให้เป็นระบบ Thin Roof System ซึ่งระบบนี้ไม่จำเป็นต้องติดแผ่นรองใต้หลังคา และไม่ต้องซ้อนทับกระเบื้องด้านข้างเพื่อป้องกันการรั่วซึม แล้วยังสะอาดเหมือนใหม่ทุกครั้งที่ฝนตกใส่ CeraFino ยังมีความพิเศษอีกอย่างคือ สามารถติดตั้งเซลล์แสงอาทิตย์ Solar Tile เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าได้อีกด้วย จึงเหมาะกับบ้านของคนรักความทันสมัย และใส่ใจในสิ่งแวดล้อม
ขอขอบคุณ ที่มา : http://www.trachang.co.th/

อัพเดทฝ้าสมาร์ทบอร์ดลายใหม่ๆ

ฝ้าเพดานเป็นแผ่นวัสดุที่ปิดพื้นที่บริเวณใต้หลังคาและใต้พื้นชั้นบนเพื่อป้องกันความร้อนใต้หลังคาและปิดซ่อนอุปกรณ์ต่างๆ เช่น ท่อน้ำ สายไฟ ป้องกันเสียง การบุฝ้าเพดานในอาคารบ้านเรือนจึงมีประโยชน์ทั้งในแง่การ ใช้สอยและความสวยงาม

ส่วนวัสดุที่นำมาใช้ทำฝ้าเพดานนั้นก็มีหลายชนิด แต่ละชนิดก็มีจุดเด่นจุดด้อยต่างกันไป เช่น
  • ฝ้าเพดานที่ทำด้วยไม้มีความแข็งแรงทนทาน สวยงามแบบธรรมชาติ แต่หายาก ราคาแพง ติดไฟง่าย มีปัญหาเรื่องปลวกและบิดงอง่ายถ้าคุณภาพไม่ดีพอ
  • ฝ้าที่ทำมาจากกระเบื้องแผ่นเรียบนั้นทนน้ำและความชื้นได้ดี แต่แตกง่ายและเมื่อแตกแล้วไม่สามารถซ่อมเฉพาะจุดได้ ต้องเปลี่ยนใหม่ทั้งแผ่น
  • ฝ้าอลูมิเนียม ฝ้าชนิดนี้มีน้ำหนักเบา ทนน้ำและความชื้นได้ดี แต่ราคาแพงและกันความร้อนไม่ได้
  • ฝ้ายิปซั่มบอร์ด เป็นฝ้าน้ำหนักเบา ทนไฟ สามารถฉาบปิดรอยต่อได้ แต่ไม่ทนน้ำ
  • ฝ้าสมาร์ทบอร์ดตราช้าง บอร์ดซีเมนต์โครงสร้างพิเศษจากเทคโนโลยีเฟิร์มแอนด์เฟล็กซ์ (FIRM & FLEX Technology) ที่ให้คุณสมบัติทั้งเหนียวและแข็งแรงทนทาน แถมยังทนน้ำ ทนแดด และไม่มีปัญหาเรื่องปลวก สามารถใช้ได้ทั้งานภายในและภายนอก

โดยฝ้าสมาร์ทบอร์ดตราช้างนั้นก็มีให้เลือกหลากรุ่น หลายลาย สามารถนำไปประยุต์ใช้งานได้หลากหลาย ตัวอย่างเช่น
งานภายนอก
  1. ฝ้าเรียบแนวนอน และแนวตั้ง ที่ให้อารมณ์เรียบง่ายทันสมัย
  2. ฝ้าเรียบผสมฝ้าระบายอากาศ เรียบสวยอย่างมีสไตล์ ช่วยระบายความร้อน
  3. ฝ้าระบายอากาศแบบเต็มผืน ให้อารมณ์สนุกสนาน ทันสมัย
งานภายใน
  1. สามารถประยุกต์ใช้ฝ้าหลากลายลายของตราช้างได้ ไม่ว่าจะเป็นแบบฉาบเรียบเต็มผืน ฝ้าตัดโค้ง ฝ้าหลุม หรือฝ้าเล่นระดับ รวมไปถึงการใช้ฝ้าสมาร์ทบอร์ดหลากหลายรุ่นร่วมกัน เพื่อความสวยงามแปลกใหม่
ขอขอบคุณ ที่มา : http://www.trachang.co.th

การซ่อมแซมฝ้าเพดานแผ่นเรียบ

เมื่อผู้รับเหมารับงานซ่อมแซมฝ้าเพดานที่เกิดความเสียหาย ผู้รับเหมาควรทราบถึงวิธีการซ่อมแซมฝ้าเพดานอย่างเป็นขั้นเป็นตอนเพื่อให้การทำงานเป็นไปอย่างราบรื่น ขั้นตอนการซ่อมแซมฝ้าเพดานที่ชำรุดเสียหายจากปัญหาคราบหยดน้ำหรือปัญหาเชื้อรามีดังต่อไปนี้
  1. ทำการยกเบรกเกอร์เพื่อตัดกระแสไฟฟ้าในชั้นหรือบริเวณดังกล่าว เพื่อป้องกันอันตรายจากกระแสไฟฟ้าในสายไฟที่เดินอยู่เหนือฝ้าเพดาน
  2. ในกรณีที่มีช่องเซอร์วิสอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกับตำแหน่งที่ฝ้าเพดานเสียหายอาจทำการสำรวจลักษณะของโครงคร่าวฝ้าเพดานดังกล่าวเสียก่อน เพื่อให้ทราบถึงตำแหน่งโครงคร่าวและสภาพด้านบนของฝ้าเพดาน
  3. ให้ใช้คัทเตอร์ขนาดใหญ่กรีดแผ่นฝ้าเพดานตรงตำแหน่งที่เสียหาย โดยให้มีขนาดกว้างยาวอย่างน้อยประมาณ 60 x 60 เซนติเมตร หรือในบริเวณที่เสียหายทั้งหมด เพื่อสำรวจและหาสาเหตุที่มาของคราบน้ำหรือเชื้อรา หากสะดุดโครงคร่าวให้เปลี่ยนแนวตัดให้ตรงกับช่องวางของโครงคร่าวแทน
  4. หลังจากกรีดเปิดช่องฝ้าเพดาน ก่อนสิ่งอื่นใดให้ทำการสำรวจสายไฟฟ้าที่อาจกีดขวางและเป็นอันตรายต่อการทำงานและมัดรวมกันและขยับให้พ้นบริเวณดังกล่าว และเริ่มทำการสำรวจและแก้ไขสาเหตุที่มาของความชื้นที่ทำให้ฝ้าเพดานเสียหายหรือเกิดคราบเชื้อรา
    • ในกรณีของฟ้าเพดานที่ติดกับหลังคา สาเหตุความชื้นมักจะมาจากหลังคารั่วซึม ซึ่งโดยมากมักจะรั่วซึมบริเวณรอยต่อครอบสันหลังคา รางน้ำตะเข้ หรือกระเบื้องที่เผยอตัวจากแปแอ่นตัว
    • ในกรณีของฝ้าเพดานทั่วไป สาเหตุความชื้นมักจะมาจาก การรั่วซึมของข้อต่อของท่อน้ำหรือรั่วซึมจากน้ำที่ขังอยู่บนพื้นเหนือฝ้าเพดาน
  5. ในกรณีที่โครงคร่าวฝ้าเพดานได้รับความเสียหายและผุกร่อน ผู้รับเหมาควรแจ้งให้เจ้าของบ้านทราบและกรีดขยายเปิดฝ้าเพดานฉาบเรียบเพิ่มเติมในส่วนที่จำเป็นเพื่อเปลี่ยนโครงคร่าวฝ้าเพดานเสียใหม่ เพื่อความปลอดภัย
  6. เมื่อแก้ไขต้นเหตุที่ทำให้ฝ้าเพดานเสียหายเสร็จเรียบร้อย ให้นำฝ้าเพดานใหม่มาตัดให้ได้รูปพอดีกับฝ้าเพดานเดิม และใช้ตะไบเหล็ก ตะไบขอบฝ้าเพดานทั้งสองส่วนให้ลาดเอียงเล็กน้อย เพื่อเพิ่มพื้นที่ยึดเกาะสำหรับปูนฉาบ
  7. ติดตั้งฝ้าเพดานใหม่ ยึดฝ้าเพดานใหม่เข้ากับโครงคร่าว หากเป็นโคร่งคร่าวไม้ให้ยึดด้วยตะปูตอกไม้ยาว 1 – 1.5 นิ้ว หากเป็นโครงคร่าวเหล็กชุบสังกะสีให้ยึดด้วยตะปูเกลียวชนิดหัวฝังจม (23 มม.)
  8. ฉาบรอยต่อฝ้าเพดานและโป๊วปิดหัวตะปูด้วยปูนพลาสเตอร์ฉาบรายต่อ ตราช้าง
  9. หลังจากปูนพลาสเตอร์ฉาบรอยต่อแห้งให้ขัดรอยต่อด้วยกระดาษทรายให้เรียบ จากนั้นจึงลงมือทาสีให้เหมือนเดิม
ขอขอบคุณ ที่มา : http://www.trachang.co.th

เทคนิคน่ารู้เกี่ยวกับกระเบื้องมุงหลังคาและการมุงหลังคา

ช่วงนี้เข้าหน้าฝนแล้วฝนตกแทบทุกวันเลยผมจึงมีบนความเกี่ยวกับหลังคาและการมุงหลังคามาให้เป็นความรู็ในการดูแลรักษาหลังคาไม่ให้รั่วในหน้าฝนเช่นนี้นะครับ
โครงหลังคา

โครงหลังคาเป็นโครงสร้างที่ทำหน้าที่รับน้ำหนักของวัสดุมุงหลังคา โดยทำหน้าที่ยึดมุงหลังคาอย่าง เช่นกระเบื้องมุงหลังคาให้อยู่ในลักษณะที่มั่นคงแข็งแรงและเป็นระเบียบ ในขณะเดียวกันก็จะทำหน้าที่ยึดตัว หลังคา ทั้งหมดให้เชื่อมต่อกับโครงสร้างของเสาและคานของตัวบ้านอย่างแข็งแรง โครงหลังคาที่ดีนอกจากจะต้องมีการเชื่อมต่อหรือเกาะยึดอย่างแข็งแรงแล้วยังมีความคงทนต่อดินฟ้าอากาศและสภาพกาลเวลาที่ผ่านไป อีกทั้งการสร้างจะต้องกระทำอย่างประณีตและถูกต้องในแง่ของขนาดและระยะต่าง ๆ เพื่อให้แนวหลังคาที่มุงเสร็จอยู่ในลักษณะเข้าที่เรียบร้อย โครงหลังคาที่ใช้ในบ้านเรือนทั่วไปอาจแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ ตามวัสดุที่ใช้ กล่าวคือ
1.โครงหลังคาไม้
โครงหลังคาที่ทำด้วยไม้นิยมใช้กันมากในสมัยก่อน เพราะต้นทุนของวัสดุต่ำ ขั้นตอนการปลูกสร้าง ก็ไม่ยุ่งยาก ไม่ต้องใช้เครื่องมือมาก อีกประการหนึ่งบ้านในสมัยก่อนยังนิยมปลูกเป็นบ้านไม้ การเชื่อมต่อระหว่างโครงหลังคากับโครงสร้างของเสาและคานที่ทำด้วยไม้เหมือนกันสามารถทำได้โดยสะดวก แต่ในปัจจุบันบ้านเรือนส่วนใหญ่จะปลูกเป็นตึก ประกอบกับไม้เป็นวัสดุที่หายากและมีราคาแพงขึ้น โดยเฉพาะไม้คุณภาพดีที่ให้ความแข็งแรงทนทานและคงรูปก็ยิ่งหายากและมีราคาแพง นอกจากนี้ โครงหลังคาไม้ยังอาจมีปัญหาของปลวกเกิดขึ้นได้ในภายหลัง ฉะนั้นโครงหลังคาไม้จึงไม่เป็นที่นิยมทำกันในปัจจุบัน สำหรับอาคารบ้านเรือนทั่วไปที่เป็นตึก แต่ยังมีใช้กันอยู่สำหรับบ้านไม้
2. โครงหลังคาเหล็ก
โครงหลังคาที่ทำด้วยเหล็กเป็นโครงหลังคาที่นิยมใช้กันทั่วไปสำหรับอาคารบ้านเรือนใน ปัจจุบัน เพราะเหล็กเป็นวัสดุที่หาง่ายในท้องตลาด อีกทั้งมีรูปแบบและขนาดต่าง ๆ ให้เลือกมากมายเพื่อ ให้เหมาะสมกับการรับน้ำหนักและรูปทรงที่แตกต่างกันของบ้านเรือนแต่ละหลัง นอกจากนี้ เหล็กยังเป็นวัสดุ ที่ให้ความแข็งแรงและความคงรูปเป็นอย่างดี ปราศจากปัญหาเรื่องปลวก ในแง่ของความคงทนและอายุการ ใช้งานนั้นเหล็กที่ผ่านกรรมวิธีป้องกันสนิม เช่น การชุบสังกะสีหรือการเคลือบสีอย่างดีจะมีอายุการใช้งาน ยาวนานหลายสิบปีในสภาพใช้งานปกติ
ข้อสังเกตเกี่ยวกับการทำโครงหลังคาและวัสดุที่ใช้ทำโครงหลังคา

1. วัสดุที่นำมาใช้จะต้องอยู่ในสภาพเรียบร้อยและมีขนาดตามที่ระบุไว้ในแบบ ถ้าเป็นไม้จะต้องไม่มีรอยแตกมาก ไม่บิดคดหรือโก่งงอมาก และจะต้องเป็นไม้ที่ผ่านการทาน้ำยากันปลวกเพื่อป้องกันปลวก เอาไว้แล้ว ถ้าเป็นเหล็กจะต้องไม่มีรอยสนิมและต้องเป็นเหล็กที่ผ่านกรรมวิธีการป้องกันสนิม

2. การเชื่อมต่อหรือเกาะยึดของโครงหลังคาเองก็ตามหรือระหว่างโครงหลังคากับเสาและคานของตัวบ้านก็ตามจะต้องทำอย่างมั่นคงแข็งแรงและครบถ้วนทุกจุด โดยเฉพาะโครงหลังคาที่ทำด้วยเหล็กรอยเชื่อมทุกจุดจะต้องทำอย่างแน่นหนา และต้องมีการทาสีกันสนิมเพิ่มเติมตรงรอยเชื่อมเหล่านี้ด้วยเพราะจุดเหล่านี้สามารถเกิดสนิมได้ง่าย
วัสดุมุงหลังคา

วัสดุที่ใช้มุงหลังคามีอยู่มากมายหลายแบบ วัสดุมุงหลังคาที่ทำด้วยใบจากก็ยังคงพบเห็นได้ตามชนบทซึ่งให้ความร่มเงาได้ดี แต่คุ้มกันฝนได้ไม่ดีนัก หลังคาบ้านที่ทำด้วยสังกะสีก็ยังพอพบเห็นได้บ้างเนื่องจากปลูกสร้างง่าย น้ำหนักเบา และมีราคาถูก แต่จะมีปัญหาเรื่องความร้อนเมื่อถูกแสงแดดและมีเสียงดัง เมื่อฝนตก สำหรับวัสดุมุงหลังคาที่ใช้กันมากในปัจจุบันจะทำด้วยกระเบื้องเป็นส่วนใหญ่เพราะให้ความสวย งาม คงทน ไม่ติดไฟ และคุ้มแดดคุ้มฝนได้เป็นอย่างดี กระเบื้องมุงหลังคาที่นิยมใช้กับอาคารบ้านเรือนทั่วไปสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ
1. กระเบื้องคอนกรีตมุงหลังคา ( concrete roofing tile )

กระเบื้องคอนกรีตมุงหลังคา ซึ่งมักจะเรียกกันทั่วไปว่ากระเบื้องโมเนีย เป็นกระเบื้องมุงหลังคา ที่นิยมใช้กันมากโดยเฉพาะบ้านอยู่อาศัยเพราะมีความแข็งแรง ป้องกันความร้อนได้ดี เสียงไม่ดังเวลาฝนตก ให้ความสวยงามเพราะมีให้เลือกหลายสี แต่มีข้อเสียอยู่บ้างคือมีน้ำหนักมากและราคาแพงกว่ากระเบื้องมุง หลังคาชนิดอื่น

2. กระเบื้องซีเมนต์ใยหินมุงหลังคา ( asbestos cement roofing tile )

กระเบื้องซีเมนต์ใยหินมุงหลังคา ซึ่งมักจะเรียกกันทั่วไปว่ากระเบื้องลอนคู่ หรือกระเบื้องลูก ฟูกลอนเล็ก เป็นกระเบื้องมุงหลังคาที่นิยมใช้กันมากเช่นกัน มีความแข็งแรงและสวยงามน้อยกว่ากระเบื้องคอนกรีต แต่มีน้ำหนักเบาและราคาถูกกว่า มักใช้กับบ้านอยู่อาศัยที่ต้องการประหยัด และเนื่องจากการที่มีน้ำหนักเบากระเบื้องชนิดนี้สามารถใช้กับโครงสร้างของหลังคาขนาดใหญ่ที่มีพื้นที่กว้างๆได้ เช่น อาคารโรงงาน กระเบื้องชนิดนี้มีขนาดของลอนให้เลือก 2 ขนาดคือ ลอนขนาดใหญ่หรือที่เรียกว่ากระเบื้องลอนคู่ และลอนขนาดเล็กหรือที่เรียกว่ากระเบื้องลูกฟูกลอนเล็ก นอกจากนี้ยังมีวัสดุมุงหลังคาแบบอื่นอีกที่ผลิตขึ้นเพื่อเน้นคุณสมบัติเฉพาะตัวหรือเพื่อวัตถุประสงค์พิเศษในการใช้งาน เช่น หลังคาพลาสติกใสเพื่อให้แสงสว่างสามารถผ่านเข้าไปในตัวอาคารได้ หลังคากระเบื้องดินเผาเพื่อเน้นศิลปะเฉพาะตัวแบบโบราณ หรือหลังคาเหล็กเคลือบสีเพื่อลดน้ำหนักของโครงสร้าง เป็นต้น ซึ่งวัสดุมุงหลังคาเหล่านี้มักมีที่ใช้เฉพาะด้านจึงไม่ค่อยพบเห็นกันมากนัก
เทคนิคน่ารู้เกี่ยวกับกระเบื้องมุงหลังคาและการมุงหลังคา
กระเบื้องที่ใช้มุงหลังคาจะต้องอยู่ในสภาพที่ดีไม่มีรอยแตกหักหรือชำรุดอันอาจเป็นสาเหตุให้ เกิดการรั่วซึมได้ในภายหลัง

การผูกยึดแผ่นกระเบื้องเข้ากับโครงหลังคาจะต้องทำให้ครบถ้วนตามหลักเพื่อให้การเกาะยึด ของ แผ่นกระเบื้องมีความมั่นคง เรื่องนี้ถ้าเป็นไปได้ควรหาโอกาสสอบถามหรือพูดคุยกับผู้ควบคุมงานหรือ ผู้ที่มีความรู้เกี่ยวกับการมุงหลังคาเพราะบางครั้งการผูกยึดกระเบื้องคอนกรีตหรือกระเบื้องโมเนีย อาจทำการ ผูกยึดเป็นแนวสลับแนวเพื่อให้สามารถถอดกระเบื้องออกได้ในภายหลังเวลาที่ต้องการเปลี่ยนหรือซ่อมแซม แต่ ถ้าเป็นหลังคาที่มีความชันมากเกินกว่า 45 องศา อาจจำเป็นต้องผูกยึดทุกแนวเพื่อป้องกันไม่ให้กระเบื้อง เลื่อนหล่นลงมาเป็นต้น

การวางแนวกระเบื้องควรจะวางเป็นแนวตรงสวยงามไม่คดเป็นงูเลี้อยซึ่งอาจเป็นสาเหตุทำให้กระ เบื้องแตกชำรุดได้ง่าย เนื่องจากการวางซ้อนกันไม่สนิททำให้กระเบื้องแต่ละแผ่นขาดความสมดุลใน การกระจายน้ำหนัก สำหรับกระเบื้องคอนกรีตหรือกระเบื้องโมเนียการวางกระเบื้องในแต่ละแถวที่อยู่ติดกันควรจะสลับแนวรอยต่อกันเพื่อป้องกันมิให้น้ำฝนไหลซึมเข้าตามร่องได้โดยง่ายและความชันของหลังคาที่มุงด้วยกระเบื้องชนิดนี้ไม่ควรต่ำกว่า 20 องศาโดยมีระยะทับซ้อนของกระเบื้องแผ่นบนและล่างอยู่ในช่วง 7-10 เซนติเมตร เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำฝนไหลย้อนขึ้นตามร่องที่กระเบื้องวางซ้อนกัน

ในกรณีที่เป็นกระเบื้องคอนกรีตจะต้องมีการก่อปูนทรายเพื่อครอบรอยต่อของหลังคาตามแนวสันของหลังคา การครอบกระเบื้องตามรอยต่อจะต้องทำอย่างประณีต เพราะจุดเหล่านี้จะเป็นจุดอ่อน ถ้าทำไม่ดีหรือมีรอยแตกจะทำให้น้ำฝนรั่วไหลลงไปได้ และการซ่อมแซมก็มักจะทำได้ลำบากเนื่องจากอยู่ ในที่สูง นอกจากนี้ การปีนขึ้นไปซ่อมหลังคาบางจุด ถ้าช่างซ่อมขาดความระมัดระวังหรือไม่ชำนาญพอก็ อาจทำให้หลังคาจุดอื่นแตกชำรุดได้อีก

หลังคาที่อยู่ส่วนชั้นบนสุดจะเป็นส่วนที่ถูกแสงแดดมากและเกิดความร้อนภายในห้องตรงบริเวณ ที่หลังคานั้นครอบคลุมอยู่ หากต้องการใช้วัสดุกันความร้อนเพื่อลดความร้อนดังกล่าวก็ควรจะปรึกษากับผู้ ออกแบบหรือกับผู้รับเหมาและระบุไว้ตั้งแต่แรก เพราะวัสดุป้องกันความร้อนบางชนิดจะต้องปูแนบกับตัวกระเบื้องมุงหลังคาเพื่อที่ช่างมุงหลังคาจะได้ปูวัสดุป้องกันความร้อนไปพร้อม ๆ กันกับขั้นตอนของการมุงหลัง คาเลยทีเดียว ไม่ต้องหาวิธีแก้ไขในภายหลัง

ในกรณีที่ใช้กระเบื้องลอนคู่หรือกระเบื้องลูกฟูกลอนเล็กมุงหลังคา การเรียงต่อของแผ่นกระ เบื้องตรงแนวลอนจะต้องทาบลอนซ้อนกัน ถ้าเป็นไปได้ก่อนการมุงกระเบื้องควรจะดูทิศทางของลมฝนก่อน เวลามุงกระเบื้องจะได้ซ้อนกระเบื้องตรงแนวลอนได้ถูกทิศทาง โดยให้แผ่นที่ซ้อนทับลอนด้านบนอยู่เหนือ ลมฝนเพื่อป้องกันมิให้ฝนสาดเข้าตรงรอยต่อดังกล่าว และหลังคาที่มุงด้วยกระเบื้องชนิดนี้ควรมีความชันไม่ น้อยกว่า 10 องศา เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำฝนไหลย้อนขึ้นตามร่องกระเบื้องที่วางซ้อนกัน
 
ขอขอบคุณข้อมูล รับทำโครงหลังคา : nucifer.com

เทคนิคน่ารู้เกี่ยวกับกระเบื้องมุงหลังคาและการมุงหลังคา

ช่วงนี้เข้าหน้าฝนแล้วฝนตกแทบทุกวันเลยผมจึงมีบนความเกี่ยวกับหลังคาและการมุงหลังคามาให้เป็นความรู็ในการดูแลรักษาหลังคาไม่ให้รั่วในหน้าฝนเช่นนี้นะครับ
  • โครงหลังคา
โครงหลังคาเป็นโครงสร้างที่ทำหน้าที่รับน้ำหนักของวัสดุมุงหลังคา โดยทำหน้าที่ยึดมุงหลังคาอย่าง เช่นกระเบื้องมุงหลังคาให้อยู่ในลักษณะที่มั่นคงแข็งแรงและเป็นระเบียบ ในขณะเดียวกันก็จะทำหน้าที่ยึดตัว ทั้งหมดให้เชื่อมต่อกับโครงสร้างของเสาและคานของตัวบ้านอย่างแข็งแรง โครงหลังคาที่ดีนอกจากจะต้องมีการเชื่อมต่อหรือเกาะยึดอย่างแข็งแรงแล้วยังมีความคงทนต่อดินฟ้าอากาศและสภาพกาลเวลาที่ผ่านไป อีกทั้งการสร้างจะต้องกระทำอย่างประณีตและถูกต้องในแง่ของขนาดและระยะต่าง ๆ เพื่อให้แนวหลังคาที่มุงเสร็จอยู่ในลักษณะเข้าที่เรียบร้อย โครงหลังคาที่ใช้ในบ้านเรือนทั่วไปอาจแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ ตามวัสดุที่ใช้ กล่าวคือ
1.โครงหลังคาไม้

โครงหลังคาที่ทำด้วยไม้นิยมใช้กันมากในสมัยก่อน เพราะต้นทุนของวัสดุต่ำ ขั้นตอนการปลูกสร้าง ก็ไม่ยุ่งยาก ไม่ต้องใช้เครื่องมือมาก อีกประการหนึ่งบ้านในสมัยก่อนยังนิยมปลูกเป็นบ้านไม้ การเชื่อมต่อระหว่างโครงหลังคากับโครงสร้างของเสาและคานที่ทำด้วยไม้เหมือนกันสามารถทำได้โดยสะดวก แต่ในปัจจุบันบ้านเรือนส่วนใหญ่จะปลูกเป็นตึก ประกอบกับไม้เป็นวัสดุที่หายากและมีราคาแพงขึ้น โดยเฉพาะไม้คุณภาพดีที่ให้ความแข็งแรงทนทานและคงรูปก็ยิ่งหายากและมีราคาแพง นอกจากนี้ โครงหลังคาไม้ยังอาจมีปัญหาของปลวกเกิดขึ้นได้ในภายหลัง ฉะนั้นโครงหลังคาไม้จึงไม่เป็นที่นิยมทำกันในปัจจุบัน สำหรับอาคารบ้านเรือนทั่วไปที่เป็นตึก แต่ยังมีใช้กันอยู่สำหรับบ้านไม้
2.โครงหลังคาเหล็ก
โครงสร้างหลังคา
โครงหลังคาที่ทำด้วยเหล็กเป็นโครงหลังคาที่นิยมใช้กันทั่วไปสำหรับอาคารบ้านเรือนใน ปัจจุบัน เพราะเหล็กเป็นวัสดุที่หาง่ายในท้องตลาด อีกทั้งมีรูปแบบและขนาดต่าง ๆ ให้เลือกมากมายเพื่อ ให้เหมาะสมกับการรับน้ำหนักและรูปทรงที่แตกต่างกันของบ้านเรือนแต่ละหลัง นอกจากนี้ เหล็กยังเป็นวัสดุ ที่ให้ความแข็งแรงและความคงรูปเป็นอย่างดี ปราศจากปัญหาเรื่องปลวก ในแง่ของความคงทนและอายุการ ใช้งานนั้นเหล็กที่ผ่านกรรมวิธีป้องกันสนิม เช่น การชุบสังกะสีหรือการเคลือบสีอย่างดีจะมีอายุการใช้งาน ยาวนานหลายสิบปีในสภาพใช้งานปกติ
ข้อสังเกตเกี่ยวกับการทำโครงหลังคาและวัสดุที่ใช้ทำโครงหลังคา
1. วัสดุที่นำมาใช้จะต้องอยู่ในสภาพเรียบร้อยและมีขนาดตามที่ระบุไว้ในแบบ ถ้าเป็นไม้จะต้องไม่มีรอยแตกมาก ไม่บิดคดหรือโก่งงอมาก และจะต้องเป็นไม้ที่ผ่านการทาน้ำยากันปลวกเพื่อป้องกันปลวก เอาไว้แล้ว ถ้าเป็นเหล็กจะต้องไม่มีรอยสนิมและต้องเป็นเหล็กที่ผ่านกรรมวิธีการป้องกันสนิม
2. การเชื่อมต่อหรือเกาะยึดของโครงหลังคาเองก็ตามหรือระหว่างโครงหลังคากับเสาและคานของตัวบ้านก็ตามจะต้องทำอย่างมั่นคงแข็งแรงและครบถ้วนทุกจุด โดยเฉพาะโครงหลังคาที่ทำด้วยเหล็กรอยเชื่อมทุกจุดจะต้องทำอย่างแน่นหนา และต้องมีการทาสีกันสนิมเพิ่มเติมตรงรอยเชื่อมเหล่านี้ด้วยเพราะจุดเหล่านี้สามารถเกิดสนิมได้ง่าย
  • วัสดุมุงหลังคา
วัสดุที่ใช้มุงหลังคามีอยู่มากมายหลายแบบ วัสดุมุงหลังคาที่ทำด้วยใบจากก็ยังคงพบเห็นได้ตามชนบทซึ่งให้ความร่มเงาได้ดี แต่คุ้มกันฝนได้ไม่ดีนัก หลังคาบ้านที่ทำด้วยสังกะสีก็ยังพอพบเห็นได้บ้างเนื่องจากปลูกสร้างง่าย น้ำหนักเบา และมีราคาถูก แต่จะมีปัญหาเรื่องความร้อนเมื่อถูกแสงแดดและมีเสียงดัง เมื่อฝนตก สำหรับวัสดุมุงหลังคาที่ใช้กันมากในปัจจุบันจะทำด้วยกระเบื้องเป็นส่วนใหญ่เพราะให้ความสวย งาม คงทน ไม่ติดไฟ และคุ้มแดดคุ้มฝนได้เป็นอย่างดี กระเบื้องมุงหลังคาที่นิยมใช้กับอาคารบ้านเรือนทั่วไปสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ
1. กระเบื้องคอนกรีตมุงหลังคา ( concrete roofing tile )
กระเบื้องคอนกรีตมุงหลังคา ซึ่งมักจะเรียกกันทั่วไปว่ากระเบื้องโมเนีย เป็นกระเบื้องมุงหลังคา ที่นิยมใช้กันมากโดยเฉพาะบ้านอยู่อาศัยเพราะมีความแข็งแรง ป้องกันความร้อนได้ดี เสียงไม่ดังเวลาฝนตก ให้ความสวยงามเพราะมีให้เลือกหลายสี แต่มีข้อเสียอยู่บ้างคือมีน้ำหนักมากและราคาแพงกว่ากระเบื้องมุง หลังคาชนิดอื่น
2. กระเบื้องซีเมนต์ใยหินมุงหลังคา ( asbestos cement roofing tile )
กระเบื้องซีเมนต์ใยหินมุงหลังคา ซึ่งมักจะเรียกกันทั่วไปว่ากระเบื้องลอนคู่หรือกระเบื้องลูก ฟูกลอนเล็ก เป็นกระเบื้องมุงหลังคาที่นิยมใช้กันมากเช่นกัน มีความแข็งแรงและสวยงามน้อยกว่ากระเบื้องคอนกรีต แต่มีน้ำหนักเบาและราคาถูกกว่า มักใช้กับบ้านอยู่อาศัยที่ต้องการประหยัด และเนื่องจากการที่มีน้ำหนักเบากระเบื้องชนิดนี้สามารถใช้กับโครงสร้างของหลังคาขนาดใหญ่ที่มีพื้นที่กว้างๆได้ เช่น อาคารโรงงาน กระเบื้องชนิดนี้มีขนาดของลอนให้เลือก 2 ขนาดคือ ลอนขนาดใหญ่หรือที่เรียกว่ากระเบื้องลอนคู่ และลอนขนาดเล็กหรือที่เรียกว่ากระเบื้องลูกฟูกลอนเล็ก นอกจากนี้ยังมีวัสดุมุงหลังคาแบบอื่นอีกที่ผลิตขึ้นเพื่อเน้นคุณสมบัติเฉพาะตัวหรือเพื่อวัตถุประสงค์พิเศษในการใช้งาน เช่น หลังคาพลาสติกใสเพื่อให้แสงสว่างสามารถผ่านเข้าไปในตัวอาคารได้ หลังคากระเบื้องดินเผาเพื่อเน้นศิลปะเฉพาะตัวแบบโบราณ หรือหลังคาเหล็กเคลือบสีเพื่อลดน้ำหนักของโครงสร้าง เป็นต้น ซึ่งวัสดุมุงหลังคาเหล่านี้มักมีที่ใช้เฉพาะด้านจึงไม่ค่อยพบเห็นกันมากนัก
  • เทคนิคน่ารู้เกี่ยวกับกระเบื้องมุงหลังคาและการมุงหลังคา

  1. กระเบื้องที่ใช้มุงหลังคาจะต้องอยู่ในสภาพที่ดีไม่มีรอยแตกหักหรือชำรุดอันอาจเป็นสาเหตุให้ เกิดการรั่วซึมได้ในภายหลัง
  2. การผูกยึดแผ่นกระเบื้องเข้ากับโครงหลังคาจะต้องทำให้ครบถ้วนตามหลักเพื่อให้การเกาะยึด ของ แผ่นกระเบื้องมีความมั่นคง เรื่องนี้ถ้าเป็นไปได้ควรหาโอกาสสอบถามหรือพูดคุยกับผู้ควบคุมงานหรือ ผู้ที่มีความรู้เกี่ยวกับการมุงหลังคาเพราะบางครั้งการผูกยึดกระเบื้องคอนกรีตหรือกระเบื้องโมเนีย อาจทำการ ผูกยึดเป็นแนวสลับแนวเพื่อให้สามารถถอดกระเบื้องออกได้ในภายหลังเวลาที่ต้องการเปลี่ยนหรือซ่อมแซม แต่ ถ้าเป็นหลังคาที่มีความชันมากเกินกว่า 45 องศา อาจจำเป็นต้องผูกยึดทุกแนวเพื่อป้องกันไม่ให้กระเบื้อง เลื่อนหล่นลงมาเป็นต้น
  3. การวางแนวกระเบื้องควรจะวางเป็นแนวตรงสวยงามไม่คดเป็นงูเลี้อยซึ่งอาจเป็นสาเหตุทำให้กระ เบื้องแตกชำรุดได้ง่าย เนื่องจากการวางซ้อนกันไม่สนิททำให้กระเบื้องแต่ละแผ่นขาดความสมดุลใน การกระจายน้ำหนัก สำหรับกระเบื้องคอนกรีตหรือกระเบื้องโมเนียการวางกระเบื้องในแต่ละแถวที่อยู่ติดกันควรจะสลับแนวรอยต่อกันเพื่อป้องกันมิให้น้ำฝนไหลซึมเข้าตามร่องได้โดยง่ายและความชันของหลังคาที่มุงด้วยกระเบื้องชนิดนี้ไม่ควรต่ำกว่า 20 องศาโดยมีระยะทับซ้อนของกระเบื้องแผ่นบนและล่างอยู่ในช่วง 7-10 เซนติเมตร เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำฝนไหลย้อนขึ้นตามร่องที่กระเบื้องวางซ้อนกัน
  4. ในกรณีที่เป็นกระเบื้องคอนกรีตจะต้องมีการก่อปูนทรายเพื่อครอบรอยต่อของหลังคาตามแนวสันของหลังคา การครอบกระเบื้องตามรอยต่อจะต้องทำอย่างประณีต เพราะจุดเหล่านี้จะเป็นจุดอ่อน ถ้าทำไม่ดีหรือมีรอยแตกจะทำให้น้ำฝนรั่วไหลลงไปได้ และการซ่อมแซมก็มักจะทำได้ลำบากเนื่องจากอยู่ ในที่สูง นอกจากนี้ การปีนขึ้นไปซ่อมหลังคาบางจุด ถ้าช่างซ่อมขาดความระมัดระวังหรือไม่ชำนาญพอก็ อาจทำให้หลังคาจุดอื่นแตกชำรุดได้อีก
  5. หลังคาที่อยู่ส่วนชั้นบนสุดจะเป็นส่วนที่ถูกแสงแดดมากและเกิดความร้อนภายในห้องตรงบริเวณ ที่หลังคานั้นครอบคลุมอยู่ หากต้องการใช้วัสดุกันความร้อนเพื่อลดความร้อนดังกล่าวก็ควรจะปรึกษากับผู้ ออกแบบหรือกับผู้รับเหมาและระบุไว้ตั้งแต่แรก เพราะวัสดุป้องกันความร้อนบางชนิดจะต้องปูแนบกับตัวกระเบื้องมุงหลังคาเพื่อที่ช่างมุงหลังคาจะได้ปูวัสดุป้องกันความร้อนไปพร้อม ๆ กันกับขั้นตอนของการมุงหลัง คาเลยทีเดียว ไม่ต้องหาวิธีแก้ไขในภายหลัง
  6. ในกรณีที่ใช้กระเบื้องลอนคู่หรือกระเบื้องลูกฟูกลอนเล็กมุงหลังคา การเรียงต่อของแผ่นกระ เบื้องตรงแนวลอนจะต้องทาบลอนซ้อนกัน ถ้าเป็นไปได้ก่อนการมุงกระเบื้องควรจะดูทิศทางของลมฝนก่อน เวลามุงกระเบื้องจะได้ซ้อนกระเบื้องตรงแนวลอนได้ถูกทิศทาง โดยให้แผ่นที่ซ้อนทับลอนด้านบนอยู่เหนือ ลมฝนเพื่อป้องกันมิให้ฝนสาดเข้าตรงรอยต่อดังกล่าว และหลังคาที่มุงด้วยกระเบื้องชนิดนี้ควรมีความชันไม่ น้อยกว่า 10 องศา เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำฝนไหลย้อนขึ้นตามร่องกระเบื้องที่วางซ้อนกัน
ขอขอบคุณ ที่มา : http://www.nucifer.com

วันอังคารที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2556

อุปกรณ์หลังคา และความรู้เรื่องหลังคาที่ต้องรู้

อุปกรณ์หลังคา และความรู้เรื่องหลังคาที่ต้องรู้

ว่ากันเรื่องหลังคามี รายละเอียดพอสมควร ไม่ว่าจะเป็นกระเบื้อง อุปกรณ์ ฉนวนกันความร้อน แผ่นสะท้อนความร้อน ใครที่กำลังปลูกบ้านอยู่และซื้ออุปกรณ์เองคงจะต้อง ปวดหัวพอสมควร กับรายละเอียดพวกนี้ เพราะมีให้เลือก เยอะแยะมากมาย มาดูกันนะครับเพื่อเป็นข้อมูลในการตัดสินใจเลือกซื้อ
กระเบื้อง C-PAC Monier เป็นกระเบื้องซีเมนต์ เคลือบสี
หนัก 3.5 kg/แผ่น เพราะฉะนั้นโครงหลังคาจะต้องแข็งแรง พอสมควร แต่ราคา ถูก มีให่เลือกหลายสี แล้วแต่ชอบนะครับ



ยังมีอุปกรณ์ อื่นๆ อีก



มาดูรายละเอียด ที่จะต้องสั่งซื้ออุปกรณ์หลังคา
ราคานี้เป็นราคาที่ ร้านค้าเสนอมา นะครับไว้เป็นข้อมูล





ชื่อเรียกอุปกรณ์ และรูป


ที่มา : http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=khon-ratchaburi&month=11-2011&date=26&group=2&gblog=15

ชนิดของวัสดุมุงหลังคา

ชนิดของวัสดุมุงหลังคา
1.วัสดุมุงหลังคาชนิดแผ่นกระเบื้อง สามารถแบ่งออกได้เป็น



- กระเบื้องดินเผา เป็นวัสดุธรรมชาติใช้เป็นวัสดุมุงหลังคากันมาแต่โบราณปัจจุบันใช้มุงหลังคาที่ต้องการโชว์หลังคาเช่น บ้านทรงไทย โบสถ์ วิหารกระเบื้องชนิดนี้ใช้มุงหลังคาที่มีความลาดเอียงมากๆ เพราะมีโอกาสจะรั่วได้
- กระเบื้องคอนกรีตหรือกระเบื้องซีเมนต์ วัสดุมุงหลังคาชนิดนี้มีความแข็งแรงและสวยงามแต่มีราคาค่อนค้างแพง และมีน้ำหนักมาก ทำให้โครงหลังคาที่จะมุงด้วยกระเบื้องชนิดนี้ต้องแข็งแรงขึ้นเพื่อรับน้ำหนักวัสดุมุงหลังคา กระเบื้องซีเมนต์มีอยู่ 2 ชนิดด้วยกันคือ กระเบื้องสี่เหลียมขนมเปียกปูน ขนาดเล็กที่ใช้มุงกับหลังคาที่มีความลาดเอียงตั้งแต่ 30-45 องศา ส่วนอีกชนิดนั้นเป็นกระเบื้องที่เรียกกันว่า กระเบื้องโมเนียร์ซึ่งสามารถมุงหลังคาในความชันตั้งแต่ 17 องศา
- กระเบื้องซีเมนต์ใยหิน หรือกระเบื้องเอสเบสทอสซีเมนต์ กระเบื้องชนิดนี้มีคุณสมบัติกันไฟ และเป็นฉนวนป้องกันความร้อน มีราคาไม่แพงและมุงหลังคาที่มีความลาดชันตั้งแต่ 10 องศา มีทั้งขนาดที่ใช้กับบ้านพักอาศัย และอาคารขนาดใหญ่กว่า
- กระเบื้องลอนคู่ระบายน้ำได้ดีกว่ากระเบื้องลูกฟูกเนื่องจากมีลอนที่ลึกและกว้างกว่า จึงนิยมใช้มุงหลังคามากกว่า
- กระเบื้องคอนกรีตแผ่นเรียบ หรือเรียกว่าแผ่นชิงเกิ้ล มีความสวยงามเพราะผิวกระเบื้องมีความเนียนเรียบ

2.วัสดุมุงหลังคาโลหะ (Metal Sheet) หรือหลังคาเหล็กรีด ทำจากแผ่นเหล็กอาบสังกะสีดัดเป็นลอน เคลือบสี จะมีรอยต่อน้อย สามารถรีดเป็นแผ่นยาวตลอดได้  จึงลดปัญหาการรั่วซึม นิยมใช้ในการมุงหลังคาขนาดใหญ่เพิ่มสีสันให้กับอาคารสมัยใหม่ เพราะให้ความรู้สึกบางเรียบ และสามารถดัดทำหลังคาโค้งได้สะดวก แต่วัสดุชนิดนี้มีปัญหาเรื่องความร้อน เนื่องจากหลังคาโลหะกันความร้อนได้น้อยมาก และมีปัญหาเรื่องเสียงในเวลาฝนตก


นอกจากนั้นยังมีวัสดุอื่น เช่น พลาสติกหรือไพเบอร์ที่เป็นแผ่นโปร่งใสทำเป็นรูปร่างเหมือนกระเบื้องชนิดต่างๆ เพื่อใช้มุงกับกระเบื้องเหล่านั้น ในบริเวณที่ต้องการแสงสว่าง และวัสดุประเภททองแดงหรือแผ่นตะกั่ว เป็นต้น

ฉนวนกันความร้อนใต้หลังคา...ในเมืองร้อนแบบประเทศไทย ฉนวนกันความร้อนเป็นสิ่งหนึ่งที่คงจะขาดไม่ได้เลย เพราะนอกจากจะบรรเทาความร้อนที่จะส่งเข้าสู่บ้านคุณแล้ว ยังช่วยประหยัดพลังงานอีกด้วย ฉนวนกันความร้อนที่มีในบ้านเรานั้น มีดังนี้ค่ะ
1.แผ่นเงาสะท้อนความร้อนเป็นแผ่นบางๆมันวาว เช่น พวกอลูมินั่มฟลอยส์ ทำหน้าที่หลักคือ การสะท้อนรังสีความร้อนไม่ให้เข้ามาในบ้านเรา มักจะติดไว้ใต้หลังคากระเบื้อง  โดยแผ่นฟรอยด์จะทำหน้าที่สะท้อนความร้อนที่แผ่ ลงมาจากกระเบื้อง ไม่ให้ผ่านมายังตัวห้อง ซึ่งจะทำให้ห้องเย็นและสามารถประหยัดแอร์ได้ด้วย
2. แผ่นยิปซั่มบอร์ด เป็นแผ่นบางๆ ใช้กั้นผนังหรือทำฝ้าเพดาน บางแผ่นก็ติดแผ่นสะท้อนความร้อนเข้าไปด้วย แผ่นยิปซั่มบอร์ดนี้จะป้องกันการนำความร้อนได้ 
3. ใยแก้ว เป็นฉนวนกันความร้อนอีกตัวหนึ่ง มีลักษณะเป็นแผ่นฟูโปร่งด้วยเส้นใย สีเหลืองหรือสีขาว บางอย่าง จะมีแผ่นเงาสะท้อนรังสีความร้อนหุ้มอยู่ด้วย ความหนาโดยประมาณ ๒ - ๔ นิ้วฟุต น้ำหนักเบา ป้องกันความร้อนได้ดีมาก ติดตั้งง่าย โดยใช้ติดตั้งทั้งที่ฝ้า เพดานและผนัง 
4. สารจำพวกโพลียูรีเทนโฟม ที่ฉีดไปที่ผิววัสดุหลังคาเลย ซึ่งเป็นนวัตกรรมใหม่ที่นอกจากจะช่วยกันความร้อนแล้วยังช่วยกันเสียงและกันสนิมให้วัสดุที่เป็นเหล็กอีกด้วย


การเลือกหลังคาให้เหมาะสมกับบ้านของคุณต้องคำนึงถึงปัจจัยหลายอย่างนะคะ ทั้งสภาพอากาศ ความแข็งแรงทนทาน  ความปลอดภัย ความสวยงามกลมกลืนและงบประมาณ รวมไปถึงการประหยัดพลังงาน ช่วยไม่ให้โลกร้อนขึ้น อย่าลืมว่าคุณภาพและภาพลักษณ์ต้องมาคู่กันนะคะ สิ่งที่ได้มาจึงจะคุ้มค่ากับที่คุณลงทุนไป ไม่ใช่สวยแค่รูปแต่ต้องจูบหอมด้วยค่ะ...